บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

 

            ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 ว่าด้วยการศึกษา  ...การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการ ถ่ายทอด ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขภายใต้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”...

            นอกจากนี้ แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของการศึกษามุ่งไปที่เป้าหมายคือ

            1. พัฒนาชีวิตให้เป็น " มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข "

            2. พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง และมีดุลยภาพของสังคม 3 ด้าน คือ   สังคมคุณภาพ   สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้   และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน

            ดังนั้น เนื้อหาโดย สรุปของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  และแผนการศึกษาแห่งชาติจึงเน้นถึงการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  ความรู้  และคุณธรรม  เพื่อสร้างคนให้เป็นคนดี  คนเก่ง  และมีความสุข      แต่หากย้อนคิดถึงตั้งแต่เริ่มที่จะพัฒนาคนแล้วรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนามนุษย์คือการศึกษา    ซึ่งหมายถึงการเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ของชีวิตช่วงแรกเกิดเป็นต้นมา   หากชีวิตได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  และสังคม  ก็จะเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข   สามารถสร้างพลังให้แก่ครอบครัว  ชุมชน  สังคม  และประเทศชาติ  รวมทั้งประชาคมโลกให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ    แต่ในความเป็นจริงของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสภาพการจัดการศึกษามุ่งเน้นด้านสติปัญญาเพื่อใช้ในการสอบแข่งขันมากเกินไป    เพราะสถานศึกษามุ่งเห็นแต่ตัวเลขของระดับผลการเรียน(GPA.)เพียงอย่างเดียว  บางครั้งทำให้เกิดความเครียด  และความวิตกกังวลในการเรียนของผู้เรียน  สรุปได้ว่า[1]  “ระบบการศึกษาไทยเน้นให้คนเป็นเลิศทางวิชาการ  ขาดการรู้รักษาตนเอง  ครอบครัว  และท้องถิ่น  ทำให้ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจ ไหวเอนง่ายต่อสิ่งเร้าภายนอก ทำให้คนในสังคมปัจจุบันมีปัญหาทางอารมณ์เพิ่มมากขึ้น  ทั้งในสถานศึกษา  ครอบครัว  และชุมชน  ดังนั้น การพัฒนาสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวนั้นจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคคลหนึ่งๆ  ประสบความสำเร็จได้ทุกด้าน  เพราะในสภาพความเป็นจริงของชีวิตต้องการทักษะและความสามารถในด้านอื่นๆ  อีกที่เหนือไปจากการจำเก่ง  หรือเรียนเก่ง  ซึ่งรวมกันแล้วเรียกว่า  เชาว์อารมณ์หรือความฉลาดทางอารมณ์  (Emotional Quotient)” 

 

ความหมายของ “เก่ง ดี และมีสุข”  และ “เชาว์อารมณ์”

 

เชาว์อารมณ์[2] (Emotional Quotient) เป็นความสามารถของบุคคลในการตระหนักถึงความรู้สึก ความคิดและอารมณ์ของตนเอง และของผู้อื่น  สามารถควบคุมอารมณ์  และแรงกระตุ้นภายใน  ตลอดจนสามารถรอคอยการตอบสนองความต้องการของตนเองได้อย่างเหมาะสม   สามารถเผชิญกับอุปสรรค  และข้อขัดแย้งต่างๆ   รู้จักขจัดความเครียดที่ขัดขวางความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อันมีค่าของตนได้  รวมทั้งชี้นำความคิดและการกระทำของตนในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  

 สำหรับองค์ประกอบของเชาว์อารมณ์นั้น  กรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข  ได้เสนอไว้ว่า  เชาว์อารมณ์ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ  3  ประการ  คือ    เก่ง ดี และสุข    ซึ่งความหมายของความ เก่ง ดี และสุข    มีผู้ให้ความหมายไว้ทั้งในความหมายด้านการศึกษา  และในความหมายด้านสุขภาพจิต  ดังนี้

1. ความหมายด้านการศึกษา  คำว่า เก่ง   ดี  และ มีสุข  มีความหมายดังนี้

เก่ง หมายถึง ความสามารถทางพุทธิปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจที่แจ่มแจ้งสามารถนำไปใช้ได้ วิเคราะห์เป็น สังเคราะห์ได้ ประเมินได้อย่างเข้าใจ และรู้แจ้งตามศักยภาพ

ทางทักษะปฏิบัติ  เก่ง หมายถึง  มีความรู้แจ้งแล้วยังมีความชำนาญปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ทั้งที่เป็นทั้งทักษะฝีมือและทักษะทางปัญญา

ดี หมายถึง เป็นผู้มีเจตคตินิยมที่ดีทั้งต่อการเรียน ความเป็นอยู่ต่อบุคคล ต่อสังคม ชุมชน และประเทศ

มีสุข หมายถึง สนุกกับการเรียนและใคร่เรียนรู้ตลอดชีวิต

2. ความหมายด้านสุขภาพจิต  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความหมายของคำว่า เก่ง  ดี  มีสุข กับความฉลาดทางอารมณ์ไว้ดังนี้

ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถทางอารมณ์ในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณ์ดังนี้

       เก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีกับผู้อื่น ประกอบด้วยความสามารถดังต่อไปนี้

  (1) รู้จักและมีแรงจูงใจในตนเอง

(1.1)       รู้ศักยภาพตนเอง

(1.2)       สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้

(1.3)       มีความมุมานะไปสู่เป้าหมาย

  (2) ตัดสินใจและแก้ปัญหา

(2.1)       รับรู้และเข้าใจปัญหา

(2.2)       มีขั้นตอนในการแก้ปัญหา

(2.3)       มีความยืดหยุ่น

  (3) มีสัมพันธภาพกับผู้อื่น

(3.1)       สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น

(3.2)       กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

  (4) แสดงความคิดเห็นขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

       ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ประกอบด้วยความสามารถต่อไปนี้

(1)        ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง

(1.1)       รู้อารมณ์และความต้องการของตนเอง

(1.2)       ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้

(2)  เห็นใจผู้อื่น

(2.1)       ใส่ใจผู้อื่น

(2.2)       เข้าใจยอมรับผู้อื่น

(2.3)       เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

       สุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างมีสุข ประกอบด้วย

(1) ภูมิใจในตนเอง

(1.1)       เห็นคุณค่าในตนเอง

(1.2)        เชื่อมั่นในตนเอง

  (2) พึงพอใจในชีวิต

(2.1)       มองโลกในแง่ดี

(2.2)       มีอารมณ์ขัน

(2.3)       พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

(3) มีความสงบทางใจ

(3.1)         มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข

(3.2)          รู้จักผ่อนคลาย มีความสงบทางจิตใจ

 

            สุมน   อมรวิวัฒน์ และคณะ (อ้างในกรมวิชาการ 2543 : 10 - 11)  ได้นิยามความหมายของคุณลักษณะดี เก่ง และสุข ไว้ว่า

               ดี หมายถึง การมีวินัย และการมีค่านิยมประชาธิปไตย

                   (1) มีวินัย ประกอบด้วย

                             -  สนใจใฝ่รู้

                             -  มีสติควบคุมตนเอง

                             -  รับผิดชอบ

                             -  มีเหตุผล

                             -  ซื่อสัตย์  ขยัน

                   (2) มีค่านิยมประชาธิปไตย ประกอบด้วย

                             -  เห็นคุณค่าตนเอง และคุณค่าของผู้อื่น

                             -  ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์

                             -  ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น

                             -  เคารพกติกาของสังคม

                             -  ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น  มีเหตุผลและเสียสละ

               เก่ง หมายถึง การมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

-  มีความสามารถในการใช้ภาษา ทั้งการฟัง พูด  อ่านและเขียน

มีตรรกะคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เกิดการสังเกต ประมวล   

    จัดกลุ่มเชื่อมโยง  ตั้งสมมุติฐานและทดลอง

         

                             -  มีทักษะทางดนตรี และจังหวะการเคลื่อนไหว

                             -  สื่อสารสัมพันธ์ระหว่าบุคคลได้

                             -  มีความลึกซึ้งภายในจิตใจ และเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม

               สุข หมายถึง การคุณสมบัติต่อไปนี้

                             -   มีความรัก  และการแบ่งบัน

                             -   เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความจริง ความงามและความเป็นธรรม

                             -   ประพฤติชอบ มีความสุข  สันติ และไม่เบียดเบียน

                             -   บริโภคสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา  ไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของกระแส

            จากความหมายที่กล่าวมานี้  จะเห็นว่าเชาว์อารมณ์  ซึ่งประกอบด้วย  เก่ง  ดี และสุข  นี้ เป็นความสามารถของบุคคลในการรู้  การคิด การรับรู้ความรู้สึกและภาวะอารมณ์  ของตนและผู้อื่น  เพื่อนำไปสู่การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทุกอย่างเพื่อการมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

            กรมวิชาการ  (2541 : 56 - 63) ได้สังเคราะห์กรอบความหมายคุณลักษณะ ดี เก่ง  มีสุข  ดังนี้

                   เป็นคนดี หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมของ ความมีวินัย และ ค่านิยมประชาธิปไตย    

                        1.ความมีวินัย คือ คุณลักษณะทางจิตใจ  และพฤติกรรมที่ช่วยให้บุคคลนั้นสามารถควบคุมตนเองและปฏิบัติตนตามระเบียบ กฎ กติกาของสังคมเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง และของส่วนรวม

                          พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความมีวินัย ได้แก่

- สนใจใฝ่รู้

- ควบคุมตนเอง

- รับผิดชอบ

- มีเหตุผล

- ซื่อสัตย์

- ขยัน

- ตรงต่อเวลา

- เชื่อมั่นในตนเอง

- อดทน

- เป็นผู้นำ

- ความร่วมมือ

- การรับฟัง / เคารพความคิดเห็นผู้อื่น

- การเคารพในสิทธิของผู้อื่น

- การช่วยเหลือพึ่งพาตนเอง

- การรู้จักเสียสละและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

- การช่วยเหลือผู้อื่นและส่วนรวม

- การทำตามข้อตกลง

- ความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่น

- การมีวินัยในการเรียนรู้

                   2. ค่านิยมประชาธิปไตย คือคุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลที่เห็นคุณค่าของตนเองและคุณค่าของผู้อื่น  เคารพสิทธิและป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่น  ด้วยน้ำใจที่เคารพ ต่อคุณค่าและเสียงส่วนใหญ่  ด้วยความเข้าใจระหว่างกันและกันด้วยความสันติ

                          พฤติกรรมบ่งชี้ถึงความมีประชาธิปไตย

- เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น

- การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

- การเคารพสิทธิ  ป้องกันสิทธิของตนเอง

- การเคารพสิทธิผู้อื่น

- ความมีเหตุผล

- การเคารพกติกาของสังคม

- มีความเสียสละ

                               - มองโลกในแง่ดี  มีความไว้วางใจผู้อื่น

                   เป็นคนเก่ง หมายถึง เก่งในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นและ เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น

                   1.การเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการพัฒนาทักษะการคิด (วิเคราะห์  สังเคราะห์  จำแนก  จัดลำดับความสำคัญ)  และทักษะการแก้ปัญหา     พฤติกรรมบ่งชี้  ประกอบด้วย

- รู้แหล่งข้อมูล  และวิธีการแสวงหาความรู้ที่หลากหลาย

- สามารถรวบรวมข้อมูล

- สามารถสรุปความ  แปลความข้อมูล

- สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดวิธีแก้ปัญหาได้

- สามารถจัดลำดับความสำคัญของเรื่องได้

- สามารถกำหนดขั้นตอนในการแก้ปัญหาในรูปของยุทธวิธี

- สามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

- สามารถประยุกต์ใช้และพัฒนาความรู้

                   2.การเรียนรู้ที่จะทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้วยการพัฒนาทักษะการจัดการ ทักษะการวิเคราะห์ตนเอง  และการพัฒนาความเข้าใจและความรู้สึกของผู้อื่น

                      2.1ทักษะการจัดการ  พฤติกรรมที่บ่งชี้  ประกอบด้วย

                             (1) ความสามารถในการวางแผน  พฤติกรรมที่บ่งชี้  ประกอบด้วย

- วิเคราะห์งาน

- ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

- กำหนดขั้นตอนการทำงาน

                             (2) ความสามารถในการปฏิบัติงาน  พฤติกรรมที่แสดงได้แก่

- วิเคราะห์งาน

- ทำงานเป็นระเบียบตามแผน

- บริหารเวลาและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

                             (3) ความสามารถในการติดตามประเมินผล สรุปรายงานพฤติกรรมที่แสดงได้แก่

- ติดตามงานอย่างเป็นระบบ

- ประเมินผลและปรับปรุงงาน

- สรุปผลงาน

                             (4) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจัดการพฤติกรรมในการแสดงได้แก่

- เลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม

- เลือกใช้วิธีการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

- ปรับตัวได้เหมาะสมกับสถานการณ์

                   2.2 ทักษะการวิเคราะห์ตนเอง  พฤติกรรมที่บ่งชี้ประกอบด้วย

(1) มองเห็นจุดเด่น  และจุดด้อยของตนเอง

(2) สามารถรู้และเข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของตนเอง

(3) เห็นคุณค่าและความสำเร็จของตนเอง

(4) รู้จักประมาณตน

                   2.3 การเข้าใจผู้อื่น  พฤติกรรมที่บ่งชี้ได้แก่

(1) รู้จักเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น

(2) มีความไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น

(3) รู้จักการรักษาสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น

          สุขกาย  สุขใจ สุขกาย  หมายถึง  ภาวะที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  พฤติกรรมที่บ่งชี้ ความสุขกาย  สุขใจ สุขกาย ประกอบด้วย

- เห็นคุณค่าของการออกกำลังกาย

- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เหมาะสมกับวัย

- พักผ่อนอย่างเพียงพอ

- รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  และสะอาด

- รู้จักรักษาสุขภาพ  ทั้งร่างกาย  และจิตใจ

- รู้จักรักษาความสะอาดร่างกาย  เสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย

- รู้จักปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ

- รู้จักการป้องกันอันตรายจากอุบัติภัยต่างๆ

- ละเว้นสิ่งเสพติด

          สุขใจ  (สุขภาพจิตดี) หมายถึง การที่บุคคลรู้จักตนเองเป็นอย่างดี  ยอมรับข้อบกพร่องที่ตนมี ภาคภูมิใจในข้อดีของตน มีอารมณ์ แจ่มใส มีจิตใจที่มั่นคง ไม่มีความกังวลและความตึงเครียด มองโลกในแง่ดี  สามารถจะปรับตนให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งสามารถที่จะหาความสุขจากสิ่งแวดล้อมของตนเองได้ดี พฤติกรรมที่บ่งชี้  ประกอบด้วย

- มีความคิดดี  มีเหตุผล

- ไม่มีความขัดแย้งในจิตใจ

- มีความเชื่อมั่นและความเข้าใจตนเองอย่างดี

- สามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่มากระทบได้ด้วยจิตใจที่มั่นคง

- ปราศจากการเจ็บป่วยทั้งทางด้านร่างกาย  และจิตใจ

- พึงพอใจในการกระทำที่พิจารณาว่าดีถูกต้อง

- รู้จักตน  และเข้าใจตนเองดี

- รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

- มีความรัก  และไว้วางใจผู้อื่นอย่างจริงใจ

- ทำประโยชน์ให้แก่หมู่คณะ

            นิยามของแหล่งต่างๆที่ยกมาข้างต้น กล่าวถึง ลักษณะเก่ง ดี ในทำนองเดียวกันโดยด้านความเก่ง นิยามบนพื้นฐานความคิดของทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) และ 4 เสาหลักของการเรียนรู้  คือ  เรียนรู้วิธีการเรียนรู้เพื่อสามารถเรียนรู้ได้ตลอดไป  เรียนรู้เพื่อการทำงานได้ เรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเอง  และเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้  ประเด็นที่แตกต่างกันบ้าง  คือ  ความสุข กรมวิชาการให้ความสำคัญแก่ความสุขอันเป็นผลสำเร็จของการศึกษา  คือ สุขกาย  อันได้แก่  ความมีสุขภาพดี  และสุขใจ  ซึ่งหมายถึงความมีสุขภาพจิตดี แต่อีก 2 แหล่ง ให้ความสำคัญแก่ ความสุขอันเกิดจากการได้เรียนรู้สิ่งที่ตนต้องการรู้  ความสุขจากการเข้าถึงความจริง   ความงามและความดีด้วยภูมิปัญญาของตนเองซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของท่านพระธรรมปิฎก

นอกจากนี้ในด้านการเรียนการสอนรายวิชาระดับอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. มีนโยบายให้ “วิชาศึกษาทั่วไป” ผลิตบัณฑิตที่เป็นคนเก่ง คนดี  มีความสุข  เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ  และตอบสนองความต้องการของสังคมได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การจัดการวิชาศึกษาทั่วไป จึงมีเป้าหมายอยู่ที่คุณภาพของคนเป็นสำคัญ  การสร้างคนให้เป็นเก่ง  ดีและมีความสุขตามนโยบายข้างต้นจึงหมายความว่า คนมีการศึกษาต้องมีภาพสามภาพ  ได้แก่  สมรรถภาพ  คุณภาพ  และ สุขภาพ 

          1. สมรรถภาพ หรือ ความเก่ง  

·              ความหมายของความเก่ง

พระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา 2542  ให้คำนิยาม “ความเก่ง” ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ไว้ดังนี้

          มาตรฐานที่ 1  มีความรู้และทักษะพื้นฐานตามหลักสูตร

          มาตรฐานที่ 2  มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์และมีวิจารณญาณ

          มาตรฐานที่ 3  เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

          มาตรฐานที่ 8  มีทักษะในการจัดการและการทำงาน  รักการทำงาน  มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

            โฮเวิร์ด  การ์ดเนอร์  นักจิตวิทยาชาวอเมริกา  เจ้าตำรับ ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence)  นับเป็นคนแรกๆ  ที่หาญกล้าขึ้นมาประกาศว่า โลกเราตีความหมายของความฉลาดแคบเกินไป   ความฉลาดหรือความเก่ง  ไม่ได้หมายถึงการมีสติปัญญาปราดเปรื่อง  เรียนได้เกรด 4  อย่างที่เคยเข้าใจ  แต่การ์ดเนอร์บอกว่า  “ทุกคนเกิดมาพร้อมความเก่งและความฉลาดด้วยกันทั้งนั้น”    เพราะความฉลาดหรือเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แท้จริงมีด้วยกันถึง 7 ด้าน  การ์ดเนอร์เสนอความคิดนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Frames of Mind   หรือ ขอบเขตของจิต (Grarner,1983)  ดังนี้

1)     ปัญญาทางด้านภาษา  คือ  ความสามารถในการใช้ภาษา  ไม่ว่าจะเป็นการฟัง  พูด  อ่านและเขียน  รวมทั้งการวิเคราะห์โครงสร้าง  เสียง  ความหมาย  และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับภาษา  เช่น  สามารถใช้ภาษาในการหว่านล้อม อธิบาย  ตัวอย่างเช่น  นักเล่านิทาน  นักพูด  นักการเมือง  และการเขียน  เช่น  กวี  นักเขียนบทละคร  บรรณาธิการ  นักหนังสือพิมพ์ 

2)     ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์  คือ  ความสามารถในการใช้ตัวเลข  คือคิดเลขได้เร็ว  และแม่นยำ  รวมถึงความไวในการเห็นความสัมพันธ์แบบแผนตรรกวิทยา  การคิดเชิงนามธรรม  การคิดที่เป็นเหตุเป็นผล  และการคิดคาดการณ์  ตัวอย่างเช่น  นักบัญชี  นักคณิตศาสตร์  นักสถิติ  และเป็นผู้ให้เหตุผลที่ดี  เช่น  นักวิทยาศาสตร์  นักตรรกศาสตร์  นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 

3)     ปัญญาทางด้านมิติ  คือ  ความสามารถในการมองเห็นพื้นที่  ปรับปรุงและคิดวิธีการใช้เนื้อที่  รวมถึงไวต่อสี  เส้น  รูปร่าง  เนื้อที่  และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้  สังเกตง่ายๆ ว่าเป็นคนที่จำถนนหนทางได้แม่นยำ  ทั้งๆ ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก  ตัวอย่างเช่น  นายพราน  ลูกเสือ  ผู้นำทาง  สถาปนิก  มัณฑนากร  จิตรกร  นักประดิษฐ์ 

4)     ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว  คือ  ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนแสดงความคิด  ความรู้สึก  ใช้มือประดิษฐ์  รวมถึงทักษะทางกายต่างๆ  เช่น  ความคล่องแคล่ว  ความแข็งแรง  ความรวดเร็ว  และความยืดหยุ่น  ตัวอย่างเช่น  นักแสดง  นักกีฬา  นักเต้นรำ  นักฟ้อนรำ  นักปั้น  ช่างซ่อมรถยนต์  ศัลยแพทย์

5)     ปัญญาทางด้านดนตรี  คือ  ความสามารถทางด้านดนตรี  มีความไวในเรื่องของจังหวะ  ทำนองเสียง  ตลอดจนสามารถเข้าใจและวิเคราะห์ดนตรีได้  ตัวอย่างเช่น  นักแต่งเพลง  นักดนตรี  นักวิจารณ์ดนตรี 

6)     ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์  คือ  ความสามารถในการเข้าใจ  อารมณ์  ความรู้สึก  ความคิด  และเจตนาของผู้อื่น  ทั้งนี้รวมถึงความไวในการสังเกต  น้ำเสียง  ใบหน้า  ท่าทาง  เช่น  นักแนะแนว  นักการเมือง

7)     ปัญญาทางด้านการเข้าใจตนเอง  คือ  ความสามารถในการรู้จักตนเอง  สามารถประพฤติปฏิบัติตนได้จากการรู้จักตนเองนี้  ความสามารถที่จะรู้จักตนเองตามความเป็นจริง  เช่น  มีจุดแข็ง  จุดอ่อนในเรื่องใด  มีความรู้เท่าทันอารมณ์  ความคิด  ความปรารถนาของตน  มีความสามารถที่จะฝึกฝนตนเอง  และเข้าใจตนเอง  เช่น  นักจิตบำบัด  เช่น  ฟรอยด์  ผู้นำทางศาสนาต่างๆ  เช่น  พระพุทธเจ้า

·        ตัวอย่างคนเก่งประเภทต่างๆ

µ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน โดยที่พื้นฐานด้านการศึกษาเป็นทางด้านอักษรศาสตร์  แต่จากตัวอย่างผลงานที่ปรากฏจะเห็นได้ว่าทรงงานเกือบจะทุกสาขาวิชา เพื่อช่วยพัฒนาประเทศ

µ  ศ. ระพี  สาคริก  นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกกล้วยไม้และได้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า และเพาะกล้วยไม้สายพันธ์ใหม่ๆ เพื่อประกวดและผลประโยชน์ทางการค้าแก่ประเทศ

µ  รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา  ดิถียนต์ (ว.วินิจฉัยกุล ,แก้วเก้า)  นักประพันธ์  มีผลงานยอดนิยม เช่น   แต่ปางก่อน  เรือนมยุรา  เรือนไม้สีเบจ ฯ

µ  เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์  ศิลปินภาพจิตรกรรมไทย และผู้สร้างวัดร่องขุ่น  จังหวัดเชียงราย

µ  ชีวิน (บอย)  โกสิยพงษ์   ศิลปินนักแต่งเพลง  ตัวอย่างผลงานที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเช่น  ฤดูที่แตกต่าง  พอ   Live and Learn ฯลฯ

µ  สุระ  แสนคำ (เขาทราย  แกแล็คซี่)  อดีตแชมป์โลกชาวไทยรุ่นจูเนียร์เบนตั้มเวท  มีสถิติการชกทั้งหมด 48 ครั้ง ชนะ 47 ครั้ง แพ้เพียง 1 ครั้ง เป็นการชนะน็อกถึง 41 ครั้ง

µ  จิระ  มะลิกุล (เก้ง)  ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องดัง  เช่น  แฟนฉัน  เพื่อนสนิท  Season Change   Final Score   มหา’ลัยเหมืองแร่  ฯลฯ

µ  พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์  โรจนสุนันท์  แพทย์นิติเวช  ตัวอย่างผลงานที่เป็นที่ยอมรับ เช่น  คดีเจนจิรา   คดีนายแพทย์วิสุทธิ์  ฯลฯ

µ     ธนินทร์  เจียรวนนท์    นักธุรกิจเจ้าของบริษัทซีพี   ฯลฯ

 

            2.  คุณภาพ หรือ ความดี

·        ความหมายของคนดี

            ความหมายของคำว่า  คนดี  ในทางสากล หมายถึง  บุคคลที่มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์  คือไม่ทำให้ผู้อื่นและสังคมที่แวดล้อมต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำของตนเอง  เป็นบุคคลที่รักเพื่อนมนุษย์  รักสันติภาพ  มีความเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น  มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูล  ฯลฯ  เป็นต้น  ความเป็นคนดีเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับชีวิตมนุษย์  เพราะความดีเป็นคุณลักษณะที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีสันติภาพ

          มาตรฐานการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542  ที่แสดงคุณลักษณะด้านการเป็นคนดี  มีดังต่อไปนี้

          มาตรฐานที่ 4  มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์

          มาตรฐานที่ 9  เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว  ชุมชนและสังคมและปฏิบัติตามวิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

          มาตรฐานที่ 10  มีจิตสำนึกที่ดี  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย  ศิลปวัฒนธรรมไทย  และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เห็นได้ว่า การเป็นคนดีจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมและจิตใจพร้อมจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม    คุณธรรมที่ควรปลูกฝังในขั้นพื้นฐานของคำสั่งสอนทุกศาสนา ได้แก่  ทักษะของความมีเมตตา  กรุณา   คุณธรรมในเรื่องเกี่ยวกับความเมตตานี้เป็นคุณธรรมที่ทุกศาสนาได้บัญญัติไว้ในคำสอน  ให้มนุษย์มีความรัก  และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ความมีเมตตานอกจากจะช่วยให้มนุษย์มีจิตใจอ่อนโยนไม่แข็งกระด้างแล้ว  ยังสามารถพัฒนาเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอื่นๆ ได้อีกมากมาย  เช่น  ความรู้สึกเกรงใจ  การเห็นความสำคัญของส่วนรวม  การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์กับชีวิต   ความมีน้ำใจ   เป็นต้น

·        ตัวอย่างคนดี

µ  พระพุทธเจ้า  หากจะถามว่า  พระพุทธเจ้าทรงประทานเครื่องมือสำหรับเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วัดความเป็นคนดีเอาไว้บ้างไหม  ขอตอบว่า ทรงประทานเอาไว้ด้วยเหมือนกัน  พระองค์เรียกเครื่องมือนั้นว่า “ความกตัญญูกตเวทิตา”

     กตัญญู  คือ  รู้ว่าคนไหนทำคุณหรือมีคุณแก่ตนมาก่อน

     กตเวทิตา  คือ  รู้ว่าควรตอบแทนคุณท่านอย่างไร  แล้วหาทางตอบแทนให้สมกัน

     พุทธพจน์ง่ายๆ ที่พระองค์ตรัสไว้ให้ถือเป็นหลักก็คือ “ภูมิ  เว  สัปปุริสานัง  กตเวทิตา”  ความกตัญญูกตเวทีคือพื้นฐานของคนดี   ต่อมาสมเด็จพระสังฆราช(สา  ปุสสเทว)ได้แต่งเลียนแบบเพิ่มขึ้นมาอีกสำนวนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเมืองไทยกว่าสำนวนแรก  คือ “นิมิตตัง  สาธุรูปานัง  กตัญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

µ     สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

              “คนดีของฉันรึ  จะต้องเป็นคนไม่พูดปด  ไม่พูดสอพลอ  ไม่อิจฉาริษยา  ไม่คดโกงและไม่มีความทะเยอทะยานอย่างบ้าๆ  แต่พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีในขอบเขตของศีลธรรม”

  (ธรรมะสมเด็จย่า , พระราชธรรมนิเทศ)

            3.  สุขภาพ หรือ ความสุข

·        ความหมายของความสุข

            มาตรฐานการเรียนรู้  ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542  แสดงคุณลักษณะด้านการเป็นคนมีความสุขไว้ดังนี้ 

          มาตรฐานที่ 5  มีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย  ด้านศิลปะ  ดนตรีและกีฬา

          มาตรฐานที่ 6  รู้จักตนเอง  พึ่งตนเองได้และมีบุคลิกภาพที่ดี

มาตรฐานที่ 7  มีสุขนิสัย  สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีปลอดจากสิ่งเสพติดให้โทษ

 “ฉันเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของมนุษย์ก็คือการแสวงหาความสุข  นั่นแจ่มแจ้งอยู่แล้ว  ไม่ว่าคนนั้นนับถือศาสนาหรือไม่  ไม่ว่าคนนั้นนับถือศาสนาใด  เราทุกคนล้วนแต่แสวงหาสิ่งดีกว่าให้กับชีวิต  ดังนั้นฉันคิดว่าชีวิตคนเรามุ่งเข้าหาความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง”

(ดาไลลามะที่ 14 , ศิลปะแห่งความสุข )     

  คนที่แสวงหาความสุข  แต่ไม่รู้ว่าความสุขแท้คืออะไร   ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งไกลออกไปจากความสุข  อะไรกันที่ทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายแห่งความสุขของชีวิต  มีหลักการอะไรบ้างไหมที่จะทำให้เราแสวงหาความสุขมาเติมเต็มให้กับชีวิตได้  ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  แต่หากถามว่าแล้วเราเลือกได้หรือไม่ว่าตนเองจะมีความสุข  คำตอบจากคนส่วนใหญ่ย่อมคล้ายกันว่าเราเลือกไม่ได้ที่จะมีความสุข  เพราะปัญหาในยุคนี้มีมากมายและหนักหน่วงเป็นอย่างยิ่ง

            แต่ท่ามกลางปัญหาและความยากลำบาก  จะมีคนจำนวนหนึ่งค้นพบว่า แท้จริงแล้วตนเองสามารถมีความสุขได้  ความสุขในรูปแบบนี้คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะมาจากปากผู้พิการ
ทุพลภาพ  ผู้เป็นโรคร้าย  ผู้ประสบภัยพิบัติ   หรือผู้สูญเสียรูปแบบต่างๆ   เขาได้เลือกแล้วที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข  เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ลงมือทำอะไรให้เกิดคุณค่าและมีความสุข  ทำความฝันให้เป็นจริง ดีกว่ามานั่งท้อแท้เสียดายในสิ่งที่ผ่านไปแล้วและทำอะไรไม่ได้

            ความสุขถูกกำหนดโดยสภาพของจิตใจมากกว่าโดยสถานการณ์ภายนอก เพราะองค์ประกอบของจิตใจมีสองอย่าง  คือ  ความคิด  และ  ความรู้สึก  ธรรมชาติของจิตใจที่สำคัญคือความคิดกับความรู้สึกนั้นโน้มนำกันได้   เมื่อไรก็ตามที่เกิดความคิดทางบวก  มันจะโน้มนำให้เกิดความรู้สึกทางบวกด้วย

            ความรู้สึกทางบวก  คือ  สิ่งที่เราพูดสั้นๆว่า “ความสุข”  ความรู้สึกทางบวกจะเหนี่ยวนำความคิดทางบวกตามมา  เวลาเรามีความสุขสบายใจ  เราก็คิดแต่เรื่องที่ดีๆ  ดังนั้นจำง่ายๆ ว่า “คิดดี  ใจก็มีสุข  คิดไม่ดี  ใจก็ทุกข์”  สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวความคิด  วิธีคิดและความรู้สึกที่ดีนำไปสู่สติปัญญาความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  สัมพันธภาพที่ดี และความสำเร็จ โชคดีที่ความคิดและความรู้สึกนั้น  “เลือกได้”   โชคดีที่ความคิดด้านบวกและความรู้สึกดีสามารถ “ฝึกได้”

·              อารมณ์สุข  ความสุขหรืออารมณ์ในทางบวกนั้น  มีหลายรูปแบบ  เช่น 

·    เบาใจ  สบายใจ  คลายกังวล  โล่ง  สงบ  เป็นความสุขแบบผ่อนคลาย (relax)

·        ร่าเริง  รื่นเริง  คึกคัก  สนุกสนาน  เป็นความสุขแบบสนุก (enjoy)

·    ภาคภูมิ  ภูมิใจ  ปีติ  อิ่มเอิบ  เบิกบาน  เป็นความสุขแบบภูมิใจ (proud)

·    ปลาบปลื้ม  ซาบซึ้ง  ประทับใจ  ตื้นตันใจ  เป็นความสุขแบบประทับใจ (impress)

 

 

แผนภาพที่ 4 ระดับของความสุข  4 ระดับ : จากสนุกสู่สงบ

 

 

 

 

 

 

 

Line Callout 3: ความสุขจากการหยั่งรู้ในสัจธรรม

 

 

 

 

 

 

 

Line Callout 3: ความสุขจากการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

Line Callout 3: ความสุขจากการเสพที่หยั่งลึกในห้วงอารมณ์

 

 

 

 

 

 

Line Callout 3: ความสุขจากการเสพด้วยประสาทสัมผัส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ความสุขระดับแรก : การเสพด้วยประสาทสัมผัส

          รับรู้รสชาติเอร็ดอร่อยจากการสัมผัสด้วยตา  หู  จมูก  ลิ้นและผิวหนัง  การดูหนังเพื่อความเพลิดเพลิน  ร้องคาราโอเกะเพื่อการสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูง  ไปเที่ยวสวนสนุกเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้แก่ชีวิต  ถือเป็นกิจกรรมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ  เพื่อความบันเทิงใจจากสภาพความเครียดในชีวิตประจำวัน

ความสุขระดับที่สอง : การเสพที่หยั่งรากลึกลงในห้วงอารมณ์

          เป็นการปรุงแต่งสิ่งต่างๆให้มีความละเอียดของรสชาติ  ต้องเสพสัมผัสจากตา  หู  จมูก  ลิ้นและผิวหนัง  แต่มีคุณค่าในส่วนลึกของจิตใจ  นำไปสู่ความเบิกบาน  เพลิดเพลิน  ผ่อนคลาย  สดชื่นหรือเย็นใจ

          ความสุขระดับ 1 และ 2  มีความเหมือนกัน  ที่ต้องเสพหรือสัมผัสได้ด้วยตา  หู  จมูก  ลิ้นและผิวหนัง  แต่ความต่าง  คือการปรุงแต่งสภาพจากความดิบสู่ความงาม  เป็นความรู้สึกอันละเมียดละไมในรสสัมผัส  เมื่อเสพแล้วก็หยั่งรากลึกลงในห้วงอารมณ์  เกิดแรงบันดาลใจ(inspiration) ในชีวิต  จนเป็นความมุ่งมาดปรารถนา (aspiration) ที่จะสรรค์ความดีหรือผลงานชิ้นต่อไป

 

 

ความสุขระดับที่สาม : การใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ

ความงดงามของธรรมชาติ  สัมผัสแล้วเกิดความปีติ  อิ่มเอิบและเบิกบานใจ  ถ้ามีโอกาสใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ  จะทำให้สภาวะจิตผ่อนคลาย  สดชื่น และเย็นใจ พร้อมความรู้สึกสำนึกในบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ  จนมิอาจคิดถึงเรื่องการทำลายหรือความโลภ

            ความสุขระหว่างระดับที่ 2 และ 3  มีความเหมือนกัน  คือต้องสัมผัสด้วยตาดู  หูฟัง  แต่ความต่าง  คือการไม่ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองเข้าแลก  ธรรมชาติมีทั่วไปไม่ต้องซื้อหา  อยู่ที่เราจะสร้างความสนิทสนมหรือทำตัวหลีกลี้หนีไกล  ผู้อยู่ใกล้ย่อมได้รับมากกว่าเสมอ

ความสุขระดับสุดท้าย : การหยั่งรู้ในสัจธรรม

            “ความทุกข์”  คือ ผลผลิตของการปรุงแต่งอารมณ์พื้นฐานของความไม่รู้  เพราะเราไม่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีธรรมชาติคือความเปลี่ยนแปลง  มีการเกิดดับตามเหตุปัจจัย  เราจึงเป็นทุกข์  ทุกข์เพราะความยึดติดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ต้องมั่นคง  อย่างที่ใจเราอยากให้เป็น

            ความสุขระหว่างระดับ 3 และ 4  มีความเหมือนกัน  คือการดำเนินชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย  ใกล้ชิดธรรมชาติ  แต่ต่างกัน  คือ “การเห็น”  เพราะการเห็นนำไปสู่ความเข้าใจหรือการรู้แจ้ง  และการรู้แจ้งเป็นเรื่องเดียวกับการพ้นทุกข์

·  จากความสุขของบุคคลกลายเป็นความสุขของประเทศ  

พระราชาธิบดีจิกเม  ซิงเย  วังชุก  ทรงมีพระดำรัสว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ”  และทรงให้ความสำคัญแก่ความสุข มากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

            ความสุขมวลรวมประชาชาติ  ประกอบด้วยด้วยนโยบายสี่ประการ  คือ  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  การส่งเสริมวัฒนธรรม  และธรรมาภิบาล

            การพัฒนาซึ่งกำหนดทิศทางไว้ที่ความสุขมวลรวมภายในประเทศนั้นคือ ความสุขประกอบด้วยองค์ประกอบของความเป็นอยู่ดี  ดังนี้

·  ความเป็นอยู่ดีทางกาย

·  ความเป็นอยู่ดีทางใจ

·  ความเป็นอยู่ดีทางสังคม

·  ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิญญาณ

ความเป็นอยู่ที่ดีทางกายครอบคลุมทางถึงสุขภาพทาง  เศรษฐกิจแบบพอเพียง  ระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์

ความเป็นอยู่ที่ดีทางใจครอบคลุมถึงความเครียดลดลง  ความมีสติ และสุขภาพใจที่ดี

  ความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมครอบคลุมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในครอบครัว  ชุมชนและสังคม  สันติสุขและการพัฒนาทางวัฒนธรรม

  ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิญญาณครอบคลุมถึงความเห็นใจ  ทัศนะการมองโลกอย่างถูกต้อง  ความเห็นแก่ตัวน้อยลง

            ดังนั้น  ความสุขหรือความเป็นดีอยู่ดี เกิดขึ้นจากการพัฒนาทางกาย  ทางใจ  ทางสังคมและจิตวิญญาณในลักษณะบูรณาการ  มิใช่เพียงเงินตราเท่านั้น  เราอาจพัฒนาดัชนีวัดความสุขมวลรวมภายในประเทศขึ้นมาจากตัวแบบการพัฒนาแบบบูรณาการนี้  และควรใช้ความสุขมวลรวมภายในประเทศชี้วัดการพัฒนาแทนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

  การศึกษาจะต้องช่วยขยาย “ขอบฟ้าแห่งความรู้” ให้คนเราอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้ทันต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ   ชีวิตในอุดมคติ  คือ  ชีวิตของคนที่ทั้งเก่ง ดี และมีความสุข  แต่ในบรรดาองค์ประกอบของชีวิตอุดมคติดังกล่าว เชื่อกันว่าความสุขสำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นพื้นฐานของชีวิต  นอกจากนั้นแล้ว ความสุขยังเป็นฐานของความเก่งและความดีอีกด้วย  ถ้าเราโยงสิ่งที่เราทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามเข้ากับความสุข  เราจะทำได้ดีขึ้น  ความสุขเป็นแรงจูงใจที่มีพลังที่สุด  เช่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนที่มีความสุขในการเรียนจะตั้งใจเรียนและเรียนได้ดี   เพราะฉะนั้น การศึกษาจะต้องทำให้คนคิดเชื่อมโยงได้ว่า  ไม่ว่าจะทำอะไร  เขาควรทำอย่างมีความสุข

            เนื้อหาของการศึกษาอยู่ตรงที่สอนให้คิดเชื่อมโยง  เราจะเป็นคนเก่ง  ถ้าเราสามารถคิดเชื่อมโยงระหว่างจุดที่เราอยู่กับจุดที่เราคาดหวังจะเกิดขึ้น  เราจะเป็นคนดีมีน้ำใจถ้าเราสามารถคิดเชื่อมโยงตัวเราเองเข้ากับคนอื่นทั้งหลาย  เราจะรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา  และเราจะมีความสุข  ถ้ารู้จักคิดเชื่อมโยงจนเห็นว่าสิ่งทั้งหลายนั้นก็เกิดดับตามเหตุปัจจัย  รู้แล้วละ รู้แล้ววาง  ดังนั้นคุณลักษณะ  เก่ง  ดี  มีสุข  ที่เป็นการพัฒนาชีวิตนั้นจึงจัดเป็นองค์รวมของการพัฒนาชีวิต

            ความเก่งของมนุษย์ในด้านสติปัญญา (IQ)  เคยเป็นคุณลักษณะที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นคนฉลาดที่มีสติปัญญาดี  แต่ข้อค้นพบทางทฤษฎีและงานวิจัยต่างๆ ในระยะหลังกลับพบว่าความเก่งทางด้านสติปัญญาเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้   เพราะการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น  นอกจากจะมีความสามารถในการเรียนรู้องค์ความรู้แล้วมนุษย์ควรจะต้องเรียนรู้ตัวเอง รวมทั้งเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเทคโนโลยีรวมทั้งมนุษย์อื่นๆ โดยมีพื้นฐานของความดีงามเป็นเครื่องรองรับ  ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงความเก่งก็จะหมายถึงทั้งความฉลาดทั้งในด้านสติปัญญา  และความฉลาดทางด้านอารมณ์  ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันไป

ความเก่งตามมาตรฐานการเรียนรู้ข้างต้น  เป็นความเก่งที่มีลักษณะของการใช้ความคิด  การใช้สติปัญญา  และลักษณะของการทำงานที่เรียกว่า  คิดเป็น  ทำเป็น

   คิดเป็น  คือการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล  คิดเชื่อมโยงในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆทำให้เกิดปัญญา  มีโลกทัศน์กว้างขวางที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้  และการคิดเป็นย่อมนำไปสู่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านอื่นๆ  เช่น  การทำเป็น  และการอยู่ร่วมกันเป็น  การคิดเป็นจัดว่าเป็นความเก่งทั้งทางด้านสติปัญญา  (ไอคิว) และความเก่งทางด้านอารมณ์ (อีคิว)

            ทำเป็น  เป็นความเก่งในด้านพฤติกรรมของมนุษย์  การทำเป็นในทัศนะของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี  คือการที่มนุษย์เรียนรู้จากการทำ   การทำงานเป็นโดยเฉพาะการสร้างเป็น  จะช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้จากการทำงาน  เกิดปีติ  และภูมิใจในผลงาน  หรือถ้ามีรายได้จากการทำงานด้วย  ก็จะเกิดคุณค่าของเงินที่ได้มาจากการทุ่มเทแรงกายแรงสติปัญญาในการทำงานนี้  นอกจากทักษะที่กล่าวมาแล้ว  การเป็นคนเก่งในด้านพฤติกรรมยังหมายถึง  การเป็นคนชอบบันทึก  มีทักษะในด้านการสื่อสาร  มีทักษะในการเผชิญสถานการณ์และทักษะในการจัดการเป็นต้น 

  สำหรับคุณลักษณะ “ดี”  และ “มีสุข”  อาจขยายความโดยเปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในทัศนะของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี  ที่ต่อจากการคิดเป็น  ทำเป็น  คือ  การอยู่ร่วมกันเป็น  การอยู่ร่วมกัน เป็นการเรียนรู้ทักษะที่เน้นในด้านจริยธรรม  โดยมนุษย์จะต้องอาศัย  คุณธรรมพื้นฐานร่วมกับการคิดเป็น  และทำเป็น  ซึ่งเป็นลักษณะของคนเก่งประกอบกัน จึงจะทำให้มนุษย์สามารถมีทักษะในการอยู่ร่วมกันเป็น  ทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์  มนุษย์กับธรรมชาติ  และมนุษย์กับเทคโนโลยี  ซึ่งการเรียนรู้ที่จะเกิดทักษะในด้านนี้จะต้องประกอบด้วยการพัฒนาในด้านอารมณ์   ความรู้สึก (จิตใจ)  ในแง่บูรณา-การกับการคิดเป็นและการทำเป็นด้วย

             คุณธรรมพื้นฐานนั้นควรได้รับการฝึกฝนและปลูกฝังในจิตใจ  เพื่อให้เกิดทักษะชีวิต คือความเป็นคนดี  ที่สามารถนำไปใช้ควบคู่กับ ความเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ได้อย่างเหมาะสม  เพราะในความเป็นจริง  ความเก่งหรือความสามารถทางสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสรรค์ให้สังคมสงบสุขได้  ในทำนองเดียวกัน ความดีอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาชีวิตและสร้างสรรค์สังคมของมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าไปได้  เพราะความดีจะต้องมีปัญญาเป็นสิ่งพึ่งพิง เป็นหลัก  เป็นแนวทางให้คนดีได้แสดงออกในด้านการกระทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อสังคมแวดล้อม

 

 

 

 

 

 

Venn Diagramแผนภาพที่5 ความสัมพันธ์ระหว่างความเก่ง ดี และมีสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

            มีการศึกษาวิจัยหลายๆงานที่มีการยืนยันว่าเชาวน์อารมณ์เป็นองค์ประกอบให้เกิดความสำเร็จเกิดความราบรื่น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน  มีการทำวิจัยในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานและผู้นำในองค์กรต่าง ๆ  เช่น มหาวิทยาลัย California  at  Berkeley  ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1950 ได้สรุปผลการวิจัยในปี  1994  พบว่า เชาวน์ทางอารมณ์มีความสำคัญกว่าเชาวน์ทางปัญญา  4  เท่า

            แม็คเคนแลนด์  (Mc  Clelland)  (อ้างถึงในรายงานวิจัย เรื่อง กิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์  ของ อุษณีย์   เทพวรชัย และ คณะ,  2548 ;  11)  กล่าวว่า เกรดเฉลี่ยและเชาวน์ปัญญาไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จในชีวิต

            โกลแมน (Goleman 1997  (อ้างถึงใน อุษณีย์  เทพวรชัย และ คณะ, 2548 : 11)  พบว่า เชาวน์อารมณ์  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ผลการวิจัยชี้ว่า ร้อยละ 67 ของความรู้ความสามารถที่บุคคลใช้เพื่อความสำเร็จในงานคือ  เชาว์อารมณ์  ได้แก่ ความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น  ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  ที่เหลืออีกร้อยละ 33 เป็นผู้มีความสามารถทางสติปัญญา และพบว่า คนมีสติปัญญาสูงประสบความสำเร็จพียงร้อยละ  20  ที่เหลือเป็นผู้มีเชาว์อารมณ์สูง

            สรุปได้ว่า ความเก่ง ดี และมีสุข  เป็นลักษณะเชาว์อารมณ์ที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน บางครั้งมีผู้เข้าใจว่า ดี ต้องมาก่อนเก่งแล้วจึงสุข แต่หากพิจารณาศึกษาอย่างแท้จริงแล้ว  ความเก่งในตามความหมายที่ศึกษา คือ ความสามารถในการตัดสินแก้ไขปัญหา มิใช่ระดับของเชาวน์ปัญญา  แสดงให้เห็นว่า ในบุคคลประกอบด้วยทั้งเชาวน์อารมณ์ และ เชาว์ปัญญาตามแผนภาพดังนี้

 

 

 

 

แผนภาพที่ 6 ส่วนประกอบในบุคคลประกอบด้วยเชาวน์อารมณ์ และ เชาว์ปัญญา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


           

 

 

 

 

 

 

            โดยเชาว์ปัญญาเป็นลักษณะกายภาพ หรือสุขภาพกายที่มาแต่กำเนิด  เสริมสร้างได้ด้วยการฝึกฝนด้วยการเลี้ยงดูด้วยอาหารที่เป็นประโยชน์ในวัยเด็กจนกระทั่งโต สติปัญญาก็จะมีคุณภาพดีติดตัวคนนั้นไป  รวมทั้งเป็นความสามารถส่วนบุคคล หมายถึง ลักษณะพิเศษที่คน ๆ นั้น เป็นมาโดยกำเนิด  เช่นความสามารถในการร้องเพลง การวาดภาพ การเจรจา ยิ่งได้รับการฝึกฝนความสามารถส่วนบุคคลก็จะเด่นชัด

            นักเรียนนายเรือมีความได้เปรียบด้านเชาวน์ปัญญา กว่านักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาอื่นโดยมีหลักฐานยืนยันได้จากความสามารถในการสอบแข่งขันได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ที่มีผู้สมัครประมาณ 15,000 ถึง 20,000 คน และคัดเลือกจนกระทั่งเหลือเป็นนักเรียนนายเรือประมาณ ไม่ถึง 70 นายในแต่ละปีการศึกษา แต่การมีชีวิตประจำวันในสถานที่ที่ไม่ได้มีการเข้าสังคมร่วมกับนักศึกษาหญิงเป็นข้อแตกต่างของนักเรียนนายเรือที่แตกต่างจากนักศึกษาสถาบันระดับอุดมศึกษาอื่น

อรพินธุ์  โสวัณณะ (2546) พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ของนิสิตคือ  เพศ  และ  การที่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณ  และได้เสนอแนะว่าทางแก้ไขสองปัจจัยนี้ปัจจัยด้านเพศแก้ไขไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือ ปัจจัยด้านการได้รับประกาศเกียรติคุณ สามารถดำเนินการแก้ไขส่งเสริมให้มีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับปกติได้  เช่น  การจัดอบรมพัฒนาศักยภาพของนิสิต  การจัดการแข่งขันทางวิชาการ  และการจัดการแข่งขันกีฬา  กิจกรรมที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ  และเกิดแรงจูงใจ  ซึ่งส่งเสริมให้ระดับความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับที่ปกติ  และพบว่าการที่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณ  มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ไม่ปกติเป็น  0.25  เท่าของการที่ไม่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณ  นั่นคือ  คนที่ไม่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณเสี่ยงต่อความฉลาดทางอารมณ์ไม่ปกติ  มากกว่าคนที่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณ  4  เท่า 

            ความเป็นเพศชายของนักเรียนนายเรือจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อเชาวน์อารมณ์ของนักเรียนนายเรือ อีกประการหนึ่งคือเชาวน์อารมณ์  เป็นลักษณะของจิตหรือสุขภาพจิตทางมโนภาพ แตกต่างจากลักษณะทางกายภาพ  เชาวน์อารมณ์ ไม่มีวิธีเสริมสร้างและพัฒนาได้อย่างชัดเจนมีงานวิจัยที่พยายามหาวิธีการพัฒนาเชาวน์อารมณ์  ดังนี้

            พรรณี   และ มนัส บุญประกอบ  (2544) เสนอแนวทางพัฒนาเชาวน์อารมณ์ในโรงเรียนโดยเน้นที่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนตลอดเวลาที่พบปะกัน โดยครูต้องเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ที่ดีก่อน โดยครูมีพฤติกรรมที่สร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ให้นักเรียนทั้งทางวาจา ท่าทาง การเสริมแรง และ ครูควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างเสริมเชาวน์อารมณ์

            พรเนตร  ธรรมบวร และคณะ(2543) สรุปแนวทางในการพัฒนาสุขภาพจิตดีด้วย EQ  ดังนี้

                   1.  ต้องเริ่มจากการรักตัวเองให้เป็นและถูกต้อง แล้วจึงขยายไปถึงผู้อื่น

                   2.  ต้องเริ่มจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน  โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่วันแรกๆ ที่เด็กไปโรงเรียน ควรเน้นมาก ๆ เรื่องการให้ความรักและเข้าใจนักเรียนรวมถึงฝึกให้เด็กอดทน

                   3.  สร้างให้เกิดความสุขตั้งแต่เด็ก  โดยค้นหาสิ่งที่เขารัก

                   4.  ฝึกให้เด็กมองโลกในแง่ดี  และฝึกการมีสติ

                   5.  พ่อแม่ควรเข้าใจและรู้จักอารมณ์ตนเองก่อน  เพื่อการแสดงออกที่ดีต่อลูก และทำตัวให้ลูกไว้วางใจ

            งานวิจัยเหล่านี้ชี้ถึงการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็ก เพราะวัยเด็กจะใกล้ชิดกับปฏิกิริยาโต้ตอบทางอารมณ์ของพ่อแม่และครูและสภาพแวดล้อม  จนทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจว่า “ เก่ง ดี และมีสุข”  เป็นเรื่องการพัฒนาสำหรับการศึกษาระดับโรงเรียนอนุบาลเท่านั้น  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด  คนสามารถพัฒนาความ “เก่ง ดี และมีสุข” หรือเชาว์อารมณ์ได้ทุกวัย และหลากหลายวิธีการ ดังวิธีการพัฒนาเชาว์อารมณ์อิงแนวคิดของโกลแมน (Goleman  อ้างถึงใน อุษนีย์  เทพวรชัย และคณะ , 2548 : 20)  ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาเชาว์อารมณ์สำหรับผู้ใหญ่ว่าการพัฒนาเชาว์อารมณ์ต้องพัฒนาในแต่ละองค์ประกอบ  ดังนี้

            1.  การรู้จักตนเอง (know  one’s  emotions)  เป็นความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ของตนเองได้ตามความเป็นจริง ประเมินตนเองได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา และมีความเชื่อมั่น รู้จักจุดเด่นจุดด้อยของตนเอง  รักษาคำพูด  มีสติเข้าใจตนเอง  แนวทางในการพัฒนาการรู้รักตนเอง ทำได้ดังนี้

                   (1) ให้เวลาแก่ตนเองในการทบทวนอารมณ์ของตนพิจารณาว่าเราเป็นคนที่มีลักษณะอารมณ์เช่นไร

                   (2) ฝึกการรู้ตัวบ่อยๆ มีสติอยู่กับการรู้ตัว

               2.  การจัดการ (บริหาร) อารมณ์ของตนเอง (managing  emotions) เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการแสดงออก ได้อย่างเหมาะสมกับบุคคล สถานที่ เวลา และเหตุการณ์ ทั้งอารมณ์ดี และอารมณ์ไม่ดี

               3.  การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (motivating  oneself)  เป็นการมองแง่ดีของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และสร้างความเชื่อมั่นว่าเราสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้ เราสามารถทำได้ เราสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำลังใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ผู้ที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือทำสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำในชีวิตได้อย่างมีคุณค่า

            ในการศึกษาวิธีการพัฒนาเชาว์อารมณ์ พบว่านอกจากวิธีการพัฒนาองค์ประกอบด้วยการรู้จักตนเอง  การบริหารจัดการอารมณ์ตนเอง และการสร้างแรงจูงใจให้ตนเองแล้ว  คนที่จะเป็นคนที่เก่ง ดี และมีสุข  ควรมีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self  Esteem) ด้วย

            ความภาคภูมิใจในตนเอง ตาม Webter’s  Dictionary  หมายถึงความเชื่อมั่นในตัวเองและความพึงพอใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่ดีที่ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยหรูหรา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อชีวิตอย่างแท้จริง เป็นองค์ประกอบด้านอารมณ์ของตนเอง (Self) ที่ประกอบด้วยการประเมินตนเองทั้งทางบวกและทางลบ เป็นระดับของการเอาใจใส่ที่บุคคลพึงมีต่อตนเองในฐานะบุคคล เป็นทัศนคติที่สะท้อนเกี่ยวกับตนเองที่เป็นผลจากการมองและประเมินตนเอง  เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในเรื่องการยอมรับตนเอง  เห็นคุณค่าตนเอง มีความเชื่อมั่นใจตนเอง และประเมินตนเองทั้งด้านบวกและด้านลบ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความภาคภูมิใจในตนเอง คือการที่บุคคลประเมินและตัดสินเกี่ยวกับตนเอง ได้รู้ถึงความสามารถ ความสำเร็จ และคุณค่าของตนเองซึ่งสังเกตได้จากคำพูดและพฤติกรรมที่แสดงออกมา  แคมเบลและลาวาลี่ (Cambell  and  Lavalee, 1993) กล่าวไว้ว่า ความภาคภูมิใจในตนเองเปรียบเหมือนเป็น Social Vaccine ที่ใช้รักษาปัญหาสังคมบางอย่างได้ เช่น ปัญหาติดเหล้า ติดยา ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และปัญหาเด็กผิดเพศเป็นต้น  เพราะความภาคภูมิใจในตนเองที่มีอยู่เป็นรากฐานของภาวะสุขภาพจิตสังคม  บอกได้ถึงคุณภาพชีวิตที่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมและคงไว้ในมโนภาพแห่งตน (Self  Concept) ของบุคคล มีผลต่อการดำเนินชีวิต เพราะเป็นตัวกำหนดให้คิดปฏิบัติ และแสดงออกต่อความรู้สึกต่อตนเองและผู้อื่น ส่งผลกระทบที่สำคัญมากต่อความสำเร็จในชีวิต

  มนตรี  หาทรัพย์ (2547)  พบว่า  ตัวแปรความภาคภูมิใจมีอิทธิพลรวมต่อเชาว์อารมณ์มากที่สุด  และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของอ้อมจิต  แป้นศรี (2544)  ที่พบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ส่งผลต่อเชาวน์อารมณ์  นอกจากนั้น  ยังสอดคล้องกับมาสโลว์ (Maslow)  นักจิตวิทยากลุ่มมนุษย์นิยมเชื่อว่า  ความเชื่อมั่นในตนเอง  รู้สึกว่าตนเองมีค่า  ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจของคนนั้นๆ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการที่นักเรียนนายเรือมีชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นทหาร  จนทำให้เข้าใจว่าการออกกำลังกายส่งผลต่อเชาวน์อารมณ์

อรพินธุ์  โสวัณณะ (2546) พบว่าการออกกำลังกายมีผลต่อชีวเคมีในร่างกายทำให้ส่งผลต่อสภาพอารมณ์และจิตใจ  จากการวิเคราะห์ตัวแปรตัวแปรเชิงซ้อนเมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆแล้ว    พบว่า  การออกกำลังกายไม่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์  ทั้งนี้อาจมีปัจจัยร่วมเช่น  การผ่อนคลายความตรึงเครียด  สิ่งบันเทิง  อินเตอร์เน็ต  ภายในวิทยาลัยที่ทำให้ผ่อนคลายความตรึงเครียดสภาพทางอารมณ์และจิตใจได้  การที่ทำให้ความตรึงเครียดลดลง

โรงเรียนนายเรือ เป็นสถาบันผลิตบุคลากรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพเรือ  โดยหน้าที่หลักของกองทัพเรือคือมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ซึ่งปรากฏในพันธกิจของกองทัพเรือ[3]   ดังนี้

               1.  จัดเตรียมกำลังพล  ยุทธปกรณ์  และระบบการส่งกำลังบำรุงที่สมดุลกะทัดรัดและทันสมัยเพื่อดำรงความพร้อมรบในการป้องกันประเทศ และคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

               2.  ใช้กำลังทางทหารเพื่อการรักษาอธิปไตย  และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การถวายความปลอดภัย และถวายพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์  รวมทั้งการปฏิบัติภารกิจทางทหารอันตามที่ได้รับมอบ

               3.  ใช้ศักยภาพขีดความสามารถของกองทัพเรือเพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ  การแก้ไขปัญหาสังคม การช่วยเหลือประชาชนและการบรรเทาสาธารณภัย

               4.  บริหารจัดการกองทัพภายใต้กรอบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

            ด้วยหน้าที่ดังกล่าวของนักเรียนนายเรือ  ซึ่งต้องประกอบทั้งมีหน้าที่ป้องกันประเทศ และหน้าที่ในการมีส่วนร่วมในสังคมปัจจุบัน ตามคำขวัญ “ทหารเป็นมิตรกับประชาชน”  เมื่อนักเรียนนายเรือสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรของกองทัพเรือ จึงต้องเป็นผู้ที่มีความเก่ง ดี และมีสุข  ในระดับที่เหมาะสมเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ทั้งการป้องกันประเทศและการมีส่วนร่วมในสังคมกับประชาชนทุกระดับชั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์  นำพาให้สังคมของชาติเป็นสังคมที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข ตามความมุ่งหมายของกองทัพเรือ และความมุ่งหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] วัลลภ ปิยะมโนธรรม  ( อ้างอิงจาก ช่อลดา ขวัญเมือง, 2542) 

[2] ทศพร ประเสริฐสุข, 2543.

[3] จาก www.navy.mi.th/newww/document/vision