ประเภทของดนตรี

 

                ดนตรีมีอยู่หลายลักษณะ  ที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ เป็นประเภทของดนตรีที่ควรแก่การสนใจ   เพราะจัดว่าเป็นดนตรีที่มีรูปแบบเป็นของตนเองและมีมานานควรแก่การศึกษาและฟังอย่างยิ่ง    อันได้แก่ ดนตรีพื้นบ้าน   และดนตรีศิลปะ

 

 

ดนตรีพื้นบ้าน (Folk Music)

                ลักษณะของดนตรีพื้นบ้าน คือ   ดนตรีทีมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมในกลุ่มสังคมทุกกลุ่มทั่วโลก   เพลงพื้นบ้านมักจะเป็นเพลงที่มีการร้องประกอบกันส่วนมาก จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงพื้นบ้าน   หรือ Folk song โดยปกติดนตรีพื้นบ้านมักจะมีลักษณะดังนี้

               1. บทเพลงต่างๆ ตลอดตนวิธีเล่น วิธีร้อง มักจะได้รับการถ่ายทอดโดยการสั่งสอนกันต่อๆมาด้วยวาจา และการเล่นหรือการร้องให้ฟัง การบันทึกเป็นโน้ตเพลงไม่ใช่ลักษณะดั้งเดิมของดนตรีพื้นบ้าน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันได้มีการถ่ายทอดดนตรีพื้นบ้านโดยการใช้โน้ตดนตรีกันบ้างแล้ว   ตัวอย่างเพลงพื้นบ้านของไทยที่ถ่ายทอดกันมา  เช่น  เพลงเรือ  เพลงลำตัด   จะเห็นได้ว่าเพลงเหล่านี้มีการร้องเล่นกันมาแต่โบราณไม่มีการบันทึกเป็นตัวโน้ตและสอนกันให้ร้องจากตัวโน้ตแต่อย่างใด

วงดนตรีชาวยูเครนในสหภาพโซเวียตเดิม  กำลังบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “บันดูรา”(Bandura)

                 2. เพลงพื้นบ้านมักเป็นบทเพลงที่ใช้ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ มิใช่แต่ขึ้นมาเพื่อให้ฟังเฉยๆ หรือเพื่อให้รู้สึกถึงศิลปะของดนตรีเป็นสำคัญ   จะเห็นได้ว่า   เพลงกล่อมเด็กมีขึ้นมาเพราะต้องการใช้ร้องกล่อมเด็กให้นอน    เพลงเกี่ยวข้าวใช้ร้องเล่นในเทศกาลเกี่ยวข้าว เนื่องจากเสร็จภารกิจสำคัญแล้ว    ชาวนาจึงต้องการเล่นสนุกสนานกัน    หรือเพลงเรือใช้ประกอบการเล่นเรือหน้าน้ำหลาก   เป็นต้น            

                 3. รูปแบบของเพลงพื้นบ้านไม่ซับซ้อน   มักมีทำนองหลัก 2-3 ทำนองร้องเล่นกันไป    โดยการเปลี่ยนเนื้อร้อง     จังหวะประกอบเพลงมักจะซ้ำซากไปเรื่อยๆ อาจจะกล่าวได้ว่า   ดนตรีหรือเพลงพื้นบ้านเน้นที่เนื้อร้อง    หรือการละเล่นประกอบดนตรี เช่น การฟ้อนรำหรือการเต้นรำ

               4. ลักษณะของทำนองและจังหวะเป็นไปตามลักษณะของกิจกรรม   หรือการละเล่น   เช่น เพลงกล่อมเด็กจะมีทำนองเย็นๆเรื่อยๆ จังหวะช้าๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเพลงกล่อมเด็กต้องการให้เด็กผ่อนคลายและหลับกันในที่สุด     ตรงกันข้างกับเพลงรำวงจะมีทำนองและจังหวะสนุกสนานเร็วเร้าใจเพราะต้องการให้ทุกคนออกมารายรำเพื่อความครึกครื้น

               5. ลีลาการร้องเพลงพื้นบ้านมักเป็นไปตามธรรมชาติ    การร้องมิได้เน้นในด้านคุณภาพของเสียงสักเท่าใด     ลีลาการร้องไม่ได้ใช้เทคนิคเท่าใดนัก   โดยปกติเสียงที่ใช้ในการร้องเพลงพื้นบ้านไม่ว่าชาติใดภาษาใดมักจะเป็นเสียงที่ออกมาจากลำคอมิได้เป็นเสียงที่ออกมาจากท้องหรือศีรษะ ซึ่งเป็นลีลาการร้องเพลงของพวกเพลงศิลปะ  

               6. เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงพื้นบ้านมีลักษณะเฉพาะเป็นของท้องถิ่นนั้นๆ   เป็นส่วนใหญ่   ซึ่งสิ่งนี้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้เราได้ทราบว่า   ดนตรีพื้นบ้านที่ได้ยินได้ชมเป็นดนตรีของท้องถิ่นใด หรือของชนเผ่าใด   ภาษาใด   ตัวอย่างเช่นดนตรีพื้นบ้านของชาวอีสานมักจะมีแคน     โปงลาง   ทางภาคเหนือจะมีซึง สะล้อ เป็นต้น

                เพลงพื้นบ้านจะพบได้ในทุกประเทศทั่วโลก   เป็นเพลงที่มีผู้ศึกษาเก็บรวบรวมไว้    เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของชาติ   เช่น  ประเทศ ฮังการี   นักดนตรีศึกษา   คือ โคดายและบาร์ต๊อค   ได้รวบรวมเพลงพื้นบ้านของชาวฮังการีเอาไว้    และนำมาใช้สอนอนุชนรุ่นหลัง    นอกจากนี้ยังมีผู้ประพันธ์เพลงหลายคนนำเอาทำนองเพลงพื้นเมืองมาทำเป็นทำนองหลักของเพลงที่ตนประพันธ์   เช่น  บาร์ต๊อค, ดโวชาค

 

 

ดนตรีศิลปะ (Art Music)

            ดนตรีศิลปะ  ได้แก่ดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นอย่างตั้งใจ   โดยผู้ประพันธ์เพลงศึกษาดนตรีมาอย่างมีระเบียบแบบแผน    ดนตรีประเภทนี้มีการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความสวยงามของศิลปะดนตรีซึ่งเป็นโสตศิลป์   ดนตรีศิลปะสามารถจำแนกได้ 2 ประเภทดังนี้   ดนตรีตะวันตก ( Western Music ) ทีรู้จักกันในนามของดนตรีคลาสสิก (Classical music)   และดนตรีประจำชาติ (Traditional music)

 

                ดนตรีตะวันตก ( Western Music )

                เนื้อหาของดนตรีที่จะกล่าวถึงนี้ ได้แก่  ดนตรีตะวันตก  หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ดนตรีคลาสสิก   ดนตรีประเภทนี้มีพัฒนาการมาเป็นเวลาช้านานจนมีรูปแบบแน่นอน   มีทฤษฎีที่สามารถเรียนรู้กันได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจนถึงระดับปริญญาเอก   ในด้านการเล่นดนตรี   ผู้ศึกษาต้องเอาจริงเอาจัง    และมีการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกได้เช่นกัน   ดนตรีประเภทนี้มีความละเอียดอ่อน    และต้องการความรู้ความเข้าใจอันที่จะเข้าถึงซาบซึ้ง   ทั้งนี้เนื่องจากผู้สร้างสรรค์ดนตรีหรือผู้ประพันธ์เพลง ( composer )  มีหลักเกณฑ์   ในการประพันธ์   ผลงานที่ออกมาจึงมีลักษณะซับซ้อน  ลึกซึ้ง    ซึ่งผู้ที่มิได้ศึกษา   หรือมีพื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบดนตรีพอเพียง   อาจไม่รู้สึกถึงความไพเราะเมื่อได้ฟังดนตรีประเภทนี้แต่อย่างใด

                ลักษณะเด่นๆ ของดนตรีตะวันตกที่พอจะกล่าวได้อย่างสั้นๆ  คือดนตรีที่มีลักษณะตรงข้ามกับดนตรีพื้นเมืองนั่นเอง    กล่าวคือ  เป็นดนตรีที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อศิลปะ   มีรูปแบบที่สลับซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นทำนอง   จังหวะ  และยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่อาจไม่พบในดนตรีพื้นเมือง   เช่น  การประสานเสียง   เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงเพลงประเภทนี้เป็นเครื่องดนตรีทีได้มาตรฐาน    และต้องการนักดนตรีที่มีทักษะในการบรรเลง    เพราะบทประพันธ์แต่ละชิ้นมีเนื้อหาที่ต้องการเทคนิควิธีในการบรรเลงเสมอ  รวมทั้งการร้องด้วย    นักร้องเพลงประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันนามว่า  นักร้องโอเปรา    นักร้องเหล่านี้ต้องมีเทคนิควิธีร้องมากมาย    และต้องศึกษาเล่าเรียนฝึกฝนจนถึงระดับหนึ่ง   จึงสามารถออกโรงแสดงได้

                นอกจากดนตรีประเภทนี้ยังมีการพัฒนารูปแบบมาโดยตลอด     จึงเป็นการแบ่งยุคดนตรีต่างกัน    ซึ่งกล่าวจะโดยสรุปไว้ในหัวข้อ  “ยุคสมัยของดนตรีตะวันตก”    เพลงในแต่ละยุคมีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยจะต่างจากยุคอื่นๆ ดังนั้น การฟังเพลงประเภทนี้เมื่อมีความรู้ความเข้าใจพอเพียง    ผู้ฟังสามารถบอกได้ว่าเป็นเพลงยุคใด   และอาจจะบอกต่อไปด้วยว่าใครเป็นผู้ประพันธ์   ทั้งนี้ผู้ประพันธ์แต่ละคนมีลีลาการประพันธ์เป็นของตนเองด้วยเช่นกัน

                กล่าวได้ว่าการศึกษาดนตรีเพื่อที่จะฟังเพลงประเภทนี้ให้ซาบซึ้งนั้นเป็นสิ่งจำเป็น   เนื่องจากเพลงประเภทนี้มีเนื้อหาที่ลึกซึ้ง   การฟังเพลงประเภทนี้โดยมิได้ศึกษาถึงประวัติองค์ประกอบต่างๆ และรายละเอียดเฉพาะของแต่ละบทเพลง    จะไม่ทำให้ผู้นั้นเกิดความซาบซึ้งในดนตรีประเภทนี้ได้อย่างแท้จริง    ในบทนี้เป็นการศึกษาเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ฟัง    ซึ่งผู้ที่สนใจและชอบเพลงประเภทนี้ควรจะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อไป    เพื่อความเข้าใจและซาบซึ้งอย่างแท้จริง    การศึกษาในบทนี้ไม่สามารถช่วยให้เข้าใจเพลงประเภทนี้ได้ลึกซึ้งถึงแก่น   เนื่องจากกล่าวถึงเนื้อหาดนตรีประเภทนี้ในระดับพื้นฐานเท่านั้น   เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเสนอแนะเนื้อหาดนตรีและการฟังให้ผู้อ่าน    การศึกษาหาความรู้  และฟังเพลงประเภทนี้ในโอกาสต่อไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้อ่านควรเพื่อปฏิบัติเพื่อความเข้าใจและความซาบซึ้งในดนตรีอย่างแท้จริง

 

                ดนตรีประจำชาติ ( Traditional music )

                ดนตรีอีกประเภทหนึ่งซึ่งจัดเป็นดนตรีศิลปะเช่นกัน  คือ  ดนตรีประจำชาติต่างๆเช่น  ดนตรีไทย  เมกาลัน (Gamelan) ของอินโดนีเซียเป็นต้น   ดนตรีประเภทนี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต   มีแบบแผนเป็นของตนเอง    ซึ่งต่างไปจากดนตรีพื้นบ้าน    ดนตรีประจำชาติต่างๆ มักจะได้รับการพัฒนา   เปลี่ยนรูปแบบไปบ้างเนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป    แต่ลักษณะทั่วไปยังคงเหมือนเดิม    ซึ่งต่างไปจากดนตรีตะวันตกที่มีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบ    เปลี่ยนแนวการประพันธ์ไปตลอดเวลา    ทำให้แบ่งเป็นยุคต่างๆได้ดังกล่าวมาแล้ว

                ดนตรีประจำชาติต่างๆมีลักษณะเป็นของตนเอง     ซึ่งเมื่อฟังแล้วผู้ฟังจะบอกได้ว่า   เป็นดนตรีของชาติใด    ทั้งนี้เนื่องจากระบบเสียงที่ใช้   ลีลาการบรรเลง    และการร้องมีลักษณะเฉพาะและที่สำคัญคือ   เครื่องดนตรีที่มีลักษณะ    และเสียงแตกต่างกันออกไป เช่น เครื่องดนตรีไทยที่ใช้ในวงปี่พาทย์ คือ ระนาด   ปี่  กลอง  ฉิ่ง  ฉาบ เป็นต้น  ซึ่งทำให้ต่างไปจากเครื่องดนตรีของพวกอินเดียที่มีพวกพิณ ต่างๆ เป็นต้น   ดนตรีประจำชาติที่มีอิทธิพลต่อดนตรีตะวันตกคือ   ดนตรีของชาวตะวันออกกลาง   พวกมุสลิม   ระบบเสียงที่ดนตรีตะวันตกเรียกว่า  ไมเนอร์   นั้น ได้รับรูปแบบไปจากดนตรีของชาวมุสลิม    ซึ่งต่างไปจากระบบเสียงเมเจอร์    ซึ่งเป็นระบบเสียงของชาวตะวันตก    นอกจากนี้เครื่องดนตรีบางชนิดที่ดนตรีตะวันตกใช้บรรเลงอยู่ก็มีวิวัฒนาการมาจากเครื่องดนตรีของชาวมุสลิม   เช่น  ไวโอลิน  เป็นต้น

 

 

                การศึกษาดนตรีประจำชาติ   และดนตรีพื้นบ้านเป็นที่สนใจของนักการศึกษาดนตรีตะวันตกเป็นอย่างมากและเพิ่มขึ้นทุกที     การศึกษาแขนงนี้มีชื่อว่า   ดนตรีเผ่าพันธุ์วิทยา(Ethno-musicology)   การศึกษารูปแบบของดนตรีประจำชาติต่างๆ ทำให้นักประพันธ์เพลงตะวันตกนำเอารูปแบบเหล่านี้ไหใช้ในการประพันธ์เพลงอยู่เหมือนกัน

                การศึกษาดนตรีประจำชาติต่างๆ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ   ผู้ศึกษาจะได้รับความรู้แปลกใหม่ด้านเนื้อหาดนตรี  แต่เนื่องจากกฎเกณฑ์หลักทฤษฎีของดนตรีแต่ละชาติแตกต่างกันไป    การศึกษาจึงมีความยากลำบากอยู่เหมือนกัน    อย่างไรก็ตามในฐานะที่เราเป็นคนไทย    อย่างน้อยที่สุดก็ควรที่จะได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับดนตรีไทย   ซึ่งจัดว่าเป็นวัฒนธรรมอันสูงค่าอย่างหนึ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างสรรค์ขึ้นมา  เพื่อความซาบซึ้งในดนตรีไทย   และช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป

 

 

บทสรุป

                ดนตรีมีหลายประเภท    บางประเภทไม่ต้องการความรู้ความเข้าใจมากนักก็สามารถเข้าถึงและสนุกสนานไปกับดนตรีได้   แต่มีดนตรีบางประเภทที่มีเนื้อหาสาระลึกซึ้ง    ซึ่งผู้ที่จะเข้าถึงต้องศึกษาอย่างจริงจัง   ดนตรีประเภทนี้ได้แก่   ดนตรีศิลปะซึ่งได้แก่   ดนตรีตะวันตกหรือดนตรีคลาสสิก    และดนตรีประจำชาติต่างๆ เนื่องจากดนตรีประเภทนี้มีเนื้อหา    ทฤษฎีตลอดจนการบรรเลง   การร้องการเล่นที่ละเอียดลึกซึ้ง   ผู้ที่ต้องการเข้าถึง หรือซาบซึ้งดนตรีประเภทนี้จึงต้องฟังดนตรีประเภทนี้อย่างเข้าใจการศึกษารายละเอียดต่างๆ ของดนตรี   ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบดนตรี   ประวัติดนตรี   หรือรูปลักษณะของเพลงที่จะฟัง   จะทำให้ผู้นั้นมีรากฐานการฟังเพลงนั้นๆ  ดีขึ้น   อย่างไรก็ตามการศึกษาอย่างเดียวเป็นการไม่เพียงพอ    ผู้ที่จะซาบซึ้งในดนตรีประเภทนี้ได้   ควรฟังเพลงประเภทนี้ด้วยเสมอ   ความซาบซึ้งในดนตรีเป็นสิ่งที่สอนให้เกิดขึ้นไม่ได้   เพราะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละคน   การสอนเป็นเพียงการแนะแนว

ในการฟังเพลง   โดยมีการศึกษาเนื้อหาสาระดนตรีไปด้วยเพื่อให้ผู้นั้นเกิดความรู้สึกเมื่อได้ฟังเพลงโดยตัวของตัวเอง   ดังนั้นความซาบซึ้งในดนตรีจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะเรียนรู้และพัฒนาไปด้วย

 

 

 

ที่มา : ณรุทธ์  สุทธจิตต์, สังคีตนิยม ความซาซึ้งในดนตรีตะวันตก , พิมพ์ครั้งที่ 4  ฉบับปรับปรุงแก้ไข, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2546, หน้า 10 – 14

 

         ไขแสง  ศุขะวัฒนะ, สังคีตนิยมว่าด้วย ดนตรีตะวันตก, พิมพ์ครั้งที่ 3, สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า 6

ค้นคว้า-เรียบเรียง : อ.ชัยวัฒน์  พุมดวง

 

กลับขึ้นด้านบน