กลับหน้าหลัก

Link ที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อผู้จัดทำ

โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย

 

 

 

จุดมุ่งหมายของการวิจัยในชั้นเรียน(Classroom Action  Research)

 

 

 

              คือ มุ่งหมายที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานสอนให้ดีขึ้น โดยนำงานที่ปฏิบัติอยู่มาวิเคราะห์หาสาระสำคัญของสาเหตุที่เป็นปัญหาอันเป็นเหตุให้งานที่ปฏิบัตินั้นไม่ประสบผลสำเร็จไปตามเป้าหมายที่ครูคาดหวังไว้   จากนั้นจะใช้แนวคิดทางทฤษฎีและประสบการณ์การปฏิบัติที่ผ่านมา  แสวงหาข้อมูลและวิธีการที่คาดว่าจะแก้ปัญหาได้ แล้วนำวิธีการดังกล่าวไปทดลองปฏิบัติกับกลุ่มนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา  จึงทำให้การวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงไม่จำเป็นต้องมีกลุ่มตัวอย่าง  เพราะกลุ่มตัวอย่างคือประชากรของเรื่องที่ศึกษา  การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ต้องการที่จะนำผลไปสรุปอ้างอิงกลุ่มคนอื่น ๆ  ซึ่งอาจทำให้ขาดน้ำหนักไปบ้างในด้านความเที่ยงตรง  แต่จะเป็นการวิจัยที่ให้ประโยชน์โดยตรงเท่าที่ครูผู้ทำวิจัยนั้นต้องการ

              ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการวิจัยในชั้นเรียน  จึงเริ่มจากการสำรวจปัญหาว่าครูมีปัญหาอะไรบ้าง  หลังจากนั้นจึงนำปัญหาที่รวบรวมได้    มาวิเคราะห์ว่าปัญหานั้นมีสาเหตุจากอะไร    ซึ่งมักจะพบปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการสอนต่าง ๆ   หลายปัญหา    แต่ครูไม่อาจนำปัญหาทั้งหมดมาแก้ไข    จึงต้องพิจารณาจัดอันดับความสำคัญและนำปัญหาที่สำคัญที่สุดมาดำเนินการแก้ไข   ซึ่งได้แนะนำวิธีสำรวจปัญหาไว้แล้วในขั้นต้น   หลังจากที่ครูทราบแล้วว่า   ปัญหาใดคือปัญหาที่มีความสำคัญสูงสุดจากขั้นตอนการสำรวจปัญหาแล้ว  ต่อไปจึงนำปัญหาดังกล่าวมาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา  ซึ่งในการวิเคราะห์เชิงระบบนั้นเป็นการพิจารณาความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกันอยู่แล้ว     ซึ่งสามารถวิเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

              ตัวอย่าง   ครูพบปัญหาว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้าน

                             การสะกดคำภาษาไทยต่ำกว่าเกณฑ์  ซึ่งวิเคราะห์ได้ดังนี้

              ปัญหา      ผลสัมฤทธิ์การสะกดคำวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ต่ำกว่าเกณฑ์

              สาเหตุ        1.  นักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาไทย

                               2.  ขาดสื่อการเรียนที่มีคุณภาพ

                               3.  ครูผู้สอนไม่จบวิชาภาษาไทยโดยตรง

 

* อาจารย์สาขาวิชาทดสอบและวิจัยทางการศึกษา  คณะครุศาสตร์  สถาบันราชภัฏราชนครินทร์

                               4.  ครูไม่ได้เตรียมการสอน

                               5.  นักเรียนไม่สนใจเรียน  เบื่อหน่าย

                               6.  ครูไม่ใช้แบบฝึกหัดเพิ่มเติม

                               7.  ครูใช้วิธีการสอนแบบเก่า ๆ

              จากตัวอย่างดังกล่าว  ครูจะได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและสาเหตุของปัญหาได้แล้ว  จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็นปัญหาและหัวข้องานวิจัยออกมาได้  และนำไปสู่การดำเนินการวิจัยได้อย่างมีคุณภาพ  ซึ่งปัญหาการวิจัยประกอบไปด้วย  องค์ประกอบสำคัญ  คือ

              1.  เป้าหมายของการวิจัย  ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น  ลักษณะ  คือ  บรรยายสภาพหาความสัมพันธ์และเปรียบเทียบตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับปัญหา

              2.  กลุ่มประชากรเป้าหมาย  เป็นการระบุถึงกลุ่มประชากรเป้าหมายที่จะทำการศึกษา  เช่น  ระดับชั้นของนักเรียน  กลุ่มอายุ  เพศ  เป็นต้น

              3.  ตัวแปรในการวิจัย  คือ  คุณลักษณะที่มีอยู่ในสิ่งที่ต้องการวัด  ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนได้  เช่น  เพศ  วิธีการสอน  สื่อ  กิจกรรมการสอน  เป็นต้น

              จากตัวอย่างการวิเคราะห์สาเหตุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ครูสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและสาเหตุแล้วกำหนดปัญหาการวิจัยได้  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

วิเคราะห์ปัญหา   :     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการสะกดคำภาษาไทยต่ำสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการเรียน

                        เนื่องจากนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาไทย

 

ปัญหาการวิจัย   : แรงจูงใจในการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของ

                        นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

 

เป้าหมายการวิจัย  :   เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสะกดคำภาษาไทย

 

ประชากร  :         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

 

ตัวแปร  :     1.  แรงจูงใจในการเรียน

                 2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

 

              เมื่อถึงขั้นนี้สิ่งที่ต้องปฏิบัติสืบเนื่องมา  คือ  การเขียนโครงการร่างการวิจัยเพื่อเป็นการวางแผนคร่าว ๆ  ในขั้นต้น  โดยโครงร่างการวิจัยโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย

              1.  ชื่อเรื่อง  เมื่อได้ปัญหาแล้ว  การตั้งชื่อเรื่องการวิจัยจะต้องสื่อความหมายได้ดี  ควรมีองค์ประกอบ  ส่วน  คือ  ตัวแปรที่ศึกษา  ประชากร  และวิธีการศึกษา

                        ตัวอย่าง    ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

                        ตัวแปร  คือ     1.  แรงจูงใจในการเรียน

                                      2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

                        ประชากร   คือ   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

                        วิธีการศึกษา   คือ   การหาความสัมพันธ์

              2.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา  เป็นการมองปัญหาการวิจัยจากภาพกว้างมาสู่การขมวดลงสู่วัตถุประสงค์การวิจัย  เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของความสำคัญของปัญหา  ซึ่งต้องเขียนให้กระชับ  ตรงประเด็น  น่าเชื่อถือ

              3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย  จะสืบเนื่องมาจากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาและสอดรับกันเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน  นอกจากนี้การเขียนวัตถุประสงค์การวิจัยต้องสอดรับกับหัวข้อการวิจัยอีกด้วย  ซึ่งจะมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้  ขึ้นอยู่กับขอบเขตของประเด็นปัญหาที่กำหนดไว้

                        ตัวอย่าง

ชื่อเรื่อง    ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของ

              นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

วัตถุประสงค์การวิจัย

              เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

              4.  สมมติฐานการวิจัย  คือ  สิ่งที่ผู้วิจัยสันนิษฐานหรือคาดคิดว่าจะเป็นคำตอบของปัญหาหรือข้อสงสัยที่ทำการศึกษา  แต่มิใช่ตั้งขึ้นมาลอย ๆ  แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นทิศทางในการพิสูจน์หรือทดสอบ

                   ตัวอย่าง   สมมติฐาน  แรงจูงใจมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5

              5.  ประโยชน์ของการวิจัยหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ  จะต้องเขียนเป็นรายข้อต้องสอดรับกับวัตถุประสงค์และเกิดขึ้นจากการนำผลการวิจัยไปใช้

              6.  ขอบเขตของการวิจัย  เป็นการขีดวงการวิจัยให้ชัดเจนว่า  การวิจัยครอบคลุมสิ่งใดบ้าง     ใช้ตัวแปรใด  ช่วงเวลา  (ภาค / ปีการศึกษากลุ่มประชากรเป้าหมาย  (ปีที่ / ระดับการศึกษาสถานที่ทำการศึกษา  (โรงเรียนสังกัดเขตการศึกษา)   เป็นต้น

              7.  ข้อตกลงเบื้องต้น  เป็นสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่ผู้วิจัยจะไม่ได้ตรวจสอบ  หรือ  ไม่ได้ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้  ซึ่งยอมรับอย่างมีเหตุผล

              8.  ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย  เมื่อถึงขั้นนี้ผู้วิจัยต้องทำการศึกษาเอกสารต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย  เช่น  ตำรา  บทความวิชาการ  ทฤษฎีต่าง ๆ  เป็นต้น  ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งและมีประโยชน์ต่อการวางแผนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

              9.  วิธีดำเนินการวิจัย   จะใช้แผนอะไร  จะแก้ไขปัญหาอย่างไร  กลุ่มประชากร  กลุ่มตัวอย่างคือใคร  มีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร  จะใช้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

             10.  ปฏิทินปฏิบัติงาน  เป็นการวางแผนการทำงานซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนการทำวิจัยและการกำหนดระยะเวลาควรมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ

             11.  เอกสารอ้างอิง  ระบุถึงเอกสารต่าง ๆ  เช่น  งานวิจัย  ตำรา  บทความต่าง ๆ  รวมไปถึงบทสัมภาษณ์หรือข้อมูลต่าง ๆ  ที่ผู้วิจัยนำมาอ้างอิง

              จากองค์ประกอบของโครงร่างการวิจัยทั้ง  11  องค์ประกอบดังกล่าวจะสรุปในส่วนที่สำคัญ ๆ  เท่านั้น  และต่อไปนี้จะขออภิปรายบทความเกี่ยวกับการวางแผนการวิจัยในชั้นเรียน  ซึ่งแตกต่างไปจากงานวิจัยโดยทั่วไป

              หลังจากที่ครูวางแผนแก้ไขปัญหาแล้ว  ก็นำแผนที่ได้วางไว้นำไปปฏิบัติการ  ไม่ว่าปฏิบัติการสอน  หรืออาจเป็นเพียงแต่  การสังเกต  การสัมภาษณ์  ก็ตาม  เมื่อดำเนินไปตามแผนที่วางไว้  ก็ให้สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังด้วยความใจกว้าง  เป็นธรรม  ไม่ลำเอียงเข้าข้างแผนที่วางไว้  พร้อมกับจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวัง  สิ่งที่ต้องทำการสังเกตคือ  กระบวนการของการปฏิบัติการ  ผลของการปฏิบัติการ  ซึ่งอาจเกิดโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ดี  สภาพแวดล้อมและข้อจำกัดของการปฏิบัติการ  การสังเกตนี้รวมถึงการรวบรวมผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติทั้งโครงการเห็นด้วยตา  การได้ฟัง  การใช้นวัตกรรม / สื่อ  แบบทดสอบวัดผลออกมาในเชิงตัวเลขหรือใช้แบบสำรวจ / แบบสอบถาม  วัดสิ่งที่ต้องการทราบความเปลี่ยนแปลงได้  ซึ่งกว่าจะได้ข้อมูลในส่วนนี้อยากเห็นเป็นยิ่งให้ครูได้เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับงานวิจัยของตนให้มากที่สุด  และไม่ควรตั้งความคาดหวังได้สูงเกินไปว่า  เมื่อนำแผนไปปฏิบัติการแล้ว  ผลจะออกมาไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้  เพราะการวิจัยในชั้นเรียน  ครูก็ต้องปฏิบัติงานงานสอนให้เป็นไปตามปกติเช่นเดิม  เพราะผลการวิจัยจะอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ธรรมชาติที่มีอยู่จริงในห้องเรียนที่เป็นปกติ

              ดังนั้นครูมักต้องทำการประเมินหรือตรวจสอบกระบวนการปัญหาหรือสิ่งที่เป็นข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการสอนของครู  การประเมินจะทำให้ได้แนวทางของการพัฒนาขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมและเป็นพื้นฐานข้อมูลที่นำไปสู่การปรับปรุงการวางแผนการปฏิบัติการต่อไป  ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นขั้นของการจะสะท้อนการปฏิบัติ  เป็นขั้นที่สำคัญเพราะการสะท้อนการปฏิบัติงานนั้น  ถ้าทำการประเมินแล้ว  ครูพบว่าผลที่ได้จากการปฏิบัติการยังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้  หรือผลที่ได้นั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้  ครูต้องการปรับแผนและพัฒนาแผนใหม่  แล้วนำไปดำเนินการตามแผนแล้วทำการประเมินโครงการสะท้อนการปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งจะวนไปเช่นนี้เรื่อย ๆ  เป็นวงจรจนครูสามารถได้แผนที่เหมาะสมและสามารถแก้ไขปัญหาของครูได้อย่างแท้จริง  ครูจึงนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมไปว่าจะเป็นผลกับ  ผลการตอบแบบสอบถาม  พฤติกรรมของนักเรียนต่าง ๆ  เหล่านี้มาวิเคราะห์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังไว้  ครูจึงสามารถที่จะสรุปผลงานวิจัยในชั้นเรียนนั้นได้ว่า  จากการปรับปรุงแผนตามระยะเวลาที่ผ่านว่า  สรุปได้ว่าแผนสุดท้ายสามารถแก้ไขปัญหาในชั้นเรียนของครูได้  โดยใช้เครื่องมือเหล่านี้

 

กลับขึ้นด้านบน