กลับหน้าหลัก

Link ที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อผู้จัดทำ

โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย

 

 

 

 

3.ความสำคัญของการวัดและประเมินผลด้านพุทธิสัย

 

 

 

 

1.บทบาทของการวัดและประเมินผล

2.แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล

การเรียนรู้

3.ความสำคัญของการวัดและประเมินผลด้านพุทธิสัย

4.ระดับขั้นของพฤติกรรมด้านพุทธิ

พิสัย 

     - ระดับขั้นที่ 1

     - ระดับขั้นที่ 2

     - ระดับขั้นที่ 3

     - ระดับขั้นที่ 4

     - ระดับขั้นที่ 5

     - ระดับขั้นที่ 6

5.ประโยชน์และการนำไปประยุกต์

ใช้ทางการเรียนการสอน

หน้าหลักการวัดและประเมินผล

         การเรียนรู้ (LEARNING)  หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการฝึกหัด และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนั้นมีลักษณะค่อนข้างมั่นคงถาวร  โดยมีนักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้    คิมเบิลและ

การ์เมอซี่ (Kimble and Garmezy)   กล่าวว่า การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร     โดยเป็นผลจากการฝึกฝน

เมื่อได้รับการเสริมแรง มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex)  เช่น การกะพริบตาเมื่อผง

ข้าตา หรือวุฒิภาวะ   เพรสซี่ โรบินสัน และเฮอร์รอค (Presseey, Bobinson and Horrock 1959) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ว่า      การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตนเพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง  ๆ     

จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามที่แต่ละบุคคลได้ตั้งเป้าหมายไว้ และที่สำคัญของ บลูม (Bloom) อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงเมื่อ

เกิดการเรียนรู้ เมื่อบุคคลเกิดการเรียนรู้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1.      การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ ความเข้าใจ และความคิด (Cognitive Domain)  หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหา

สาระใหม่    ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้    ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ  ได้มากขึ้น   เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมอง

2.      การเปลี่ยนแปลทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม (Affective Domain)  หมายถึง เมื่อบุคคลได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกทางด้านจิตใจ ความเชื่อ ความสนใจ

3.      ความเปลี่ยนแปลงทางด้านความชำนาญ (Psychomotor Domain)   หมายถึง  การที่บุคคลได้เกิดการเรียนรู้ทั้งใน

ด้านความคิด ความเข้าใจ    และเกิดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม  ความสนใจด้วยแล้ว   ได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติ

จึงทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น เช่น การใช้มือ เป็นต้น 

 

ความหมายของพุทธิพิสัย

 

          พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย หมายถึง การเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ    ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยความสามารถทางสมองเป็นที่ตั้งของการคิดวิเคราะห์รวมทั้งจดจำเช่น การเรียนวิชาเลข การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การทำความเข้าใจในการอ่าน การเขียนเรียงความ การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่  ๆ  เป็นต้น     พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยหรือพฤติกรรมด้านสมองแยกได้เป็น  6  ประเภท  คือ

 

1.      ความรู้ความจำ  (Knowledge)  หมายถึง  การที่ผู้เรียนสามารถระลึกข้อความรู้ต่าง ๆ ที่ครูสอนหรือข้อความรู้ที่

ตนได้ศึกษามาด้วยวิธีการต่าง  ๆ   ไว้ได้   

2.      ความเข้าใจ   (Comprehension)   หมายถึง  ความสามารถของผู้เรียนที่จะอธิบาย   ขยายความหรือเขียนเรื่อง

ราวใด ๆ ที่ตนได้รับรู้มาโดยการใช้ถ้อยคำ สำนวนภาษาของตนเอง และหมายความรวมไปถึงความสามารถในการที่แปลความหมาย     ตีความหมาย     หรือขยายความหมายข้อมูล     จากสำนวนสุภาษิต   แผนที่   กราฟ   หรือตารางต่าง  ๆ   ตัวอย่างของพฤติกรรมความเข้าใจ   

3.      การนำไปใช้   (Application)   ได้แก่  ความสามารถของผู้เรียนในการที่จะนำความรู้ ความเข้าใจที่ตนมีไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมได้   

4.      การวิเคราะห์  (Analysis)   ได้แก่  ความสามารถของนักเรียนในการที่จะใช้สมองขบคิดหาเหตุผล หาหลักการ

หาสาเหตุ หรือความเป็นไปของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เช่น นักเรียนที่ปลูกผัก สังเกตเห็นว่าผักที่ตนปลูกไว้ไม่งอกงาม     

ถ้านักเรียนใช้ความสามารถโดยลำพังของตนเองค้นหาสาเหตุที่ทำให้ผักของตนไม่งาม   

5.      การสังเคราะห์  (Synthesis)  ได้แก่  ความสามารถของผู้เรียนในการที่จะใช้สมองคิดสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา      

โดยอาศัยความสามารถของตนเอง

6.      การประเมินค่า (Evaluation)  ได้แก่การที่ผู้เรียนพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะที่เพ่งเล็ง ว่าสิ่งนั้น ๆ   มีคุณค่า

ดี-เลว-ถูก-ไม่ถูก-ควร-ไม่ควร    โดยมีเหตุผลประกอบ  

การแบ่งพฤติกรรมทางด้านพุทธิพิสัยนั้นบางคนแบ่งเป็น 2  ส่วน  คือ  ส่วนความจำและส่วนความคิด   (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน 2535:4)   ดังแผนภาพ

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน